2006/Oct/22

ราพันเซล


(Rapunzel)


Final edition ค.ศ.1857

โดย สองพี่น้องกริมม์


แปลและเรียบเรียงโดย Melody

.

าลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีสามีภรรยาคู่หนึ่งที่เฝ้ารอการมีทายาทสืบสกุลมานานแสนนาน และอยู่มาวันหนึ่งดั่งฟ้าประทานภรรยาก็ได้ตั้งครรภ์
จากหน้าต่างบ้านของพวกเขา สามารถมองออกไปเห็นสวนขนาดใหญ่ข้างๆบ้านซึ่งปลูกผักสมุนไพรนานาชนิดและดอกไม้สวยงามนานาพันธุ์เอาไว้ สวนแห่งนั้นเป็นสวนของนางแม่มดเฒ่าผู้มีอิทธิฤทธิ์ มันถูกรายล้อมด้วยกำแพงสูงใหญ่และไม่เคยมีใครกล้าเหยียบย่างเข้าไปมาก่อน
วันหนึ่ง ขณะที่ภรรยามองออกไปนอกหน้าต่าง นางก็ไปสะดุดตาเข้ากับต้นราพันเซลอันแสนสวยงามที่ขึ้นอยู่ในแปลงผักในสวน ทันใดนั้นนางก็เกิดความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะได้ลิ้มลองมัน

.


ความอยากทวีมากขึ้นทุกวัน แต่เมื่อไม่ได้รับการตอบสนองนางก็เริ่มมีอาการเจ็บป่วย ผู้เป็นสามีเห็นภรรยามีสุขภาพย่ำแย่จึงเกิดความเป็นห่วงกลัวว่าหญิงสาวที่ตนรักกำลังจะตายจึงได้เอ่ยกับนางว่า
"ที่รักของข้า เจ้าเป็นอะไรไปรึ? มีสิ่งใดที่ข้าจะช่วยเจ้าได้บ้าง?"
"โอ ที่รักคะ ข้าอยากได้ต้นราพันเซลจากสวนข้างๆบ้านเรามากินเป็นอาหาร หากข้าไม่ได้กินข้าคงจะตายแน่ๆเลย" นางคร่ำครวญ
ชายหนุ่มรักภรรยามาก และคิดว่าไม่สามารถที่จะปล่อยให้ภรรยาล้มตายไปต่อหน้าต่อตาได้จึงยอมไปขโมยต้นราพันเซลจากในสวนแม้ว่าต้องแลกด้วยชีวิต ตกดึกเขาแอบปีนกำแพงเข้าไปและขุดต้นราพันเซลออกมาอย่างรวดเร็ว
ภรรยานำมันมันมาทำสลัดและกินอย่างตะกละตะกลาม ด้วยรสชาดที่ดีทำให้นางก็เกิดความอยากขึ้นอีกเป็นทวีคูณ และทำให้ผู้เป็นสามีจำต้องแอบไปขโมยจากสวนของนางแม่มดมาอีก
เขาปีนกำแพงเพื่อที่จะไปขโมยต้นราพันเซลอีกครั้ง ทันใดนั้นชายหนุ่มก็ต้องพบกับความตกใจกลัวเมื่อเขาได้เผชิญหน้ากับนางแม่มด
"เจ้ากล้าดียังไง?!! ที่กล้าปีนข้ามมาขโมยต้นไม้ในสวนของข้า? เจ้าจะต้องชดใช้ให้สาสม!!!" นางพูดอย่างโกรธเกรี้ยว
"โอ ท่านผู้วิเศษ ได้โปรดให้อภัยข้าด้วย ข้ามีความจำเป็นที่จะต้องนำต้นราพันเซลไปให้เมียของข้า ไม่เช่นนั้นนางอาจจะตายได้หากนางไม่ได้กินมัน"

ได้ยินดังนั้น ความโกรธของแม่มดชราก็ค่อยๆทุเลาลง นางอนุญาติให้ชายหนุ่มนำต้นราพันเซลไป แต่ได้มีข้อแม้ว่า
"หากเป็นเช่นนั้นจริงตามที่เจ้ากล่าว ข้าจะอนุญาติให้เจ้าสามารถเข้ามานำต้นราพันเซลของข้าไปได้ทุกเมื่อ แต่มีข้อแม้คือ เจ้าต้องมอบลูกที่คลอดออกมาให้ข้า ข้าจะดูแลดั่งลูกแท้ๆของข้าเอง" ด้วยความกลัว เขามิอาจปฏิเสธคำขอนั้นได้
ในวันที่ภรรยาได้ให้กำเนิดลูกน้อย แม่มดชราก็ปรากฏตัวขึ้นเพื่อทวงสัญญาที่ชายหนุ่มเคยให้ นางตั้งชื่อให้กับเด็กสาวตัวน้อยนั้นว่า 'ราพันเซล'และนำตัวไป

มื่อราพันเซลเติบโตขึ้น นางก็งดงามกว่าเด็กสาวคนใด เมื่อนางอายุได้12ปี แม่มดเฒ่าก็นำนางไปขังบนหอคอยสูงกลางป่าที่ไม่มีทั้งประตูและบันได มีเพียงหน้าต่างบานเดียวที่ทำให้นางมองเห็นโลกภายนอกได้
คราใดที่แม่มดมาถึง นางจะเรียกราพันเซลเพื่อที่จะขึ้นไปบนหอคอย
"ราพันเซล ราพันเซล!
ปล่อยผมยาวๆของเจ้าลงมาที!"


ราพันเซลมีผมที่ยาวสลวยและสีทองอร่ามดั่งทองคำ เมื่อใดที่แม่มดเรียก นางจะขึงผมอันยาวสลวยที่ถักทอเป็นเปียไว้กับหน้าต่างและโยนส่วนปลายลงไป เพื่อให้แม่มดปีนขึ้นมา


ม่กี่ปีผ่านไป ได้มีเจ้าชายขี่ม้าผ่านมา พระองค์ทรงม้าผ่านหอคอยแล้วเผอิญได้ยินเสียงเพลงอันแสนไพเราะของราพันเซลพระองค์จึงหยุดฟัง
เจ้าชายตกหลุมรักเสียงนั้นในทันใดและเกิดความปรารถนาที่จะปีนขึ้นไปบนหอคอยเพื่อพบกับเจ้าของเสียงนั้นแต่ก็ไม่พบทางสำหรับขึ้นไป


พระองค์กลับมายังสถานที่นั้นทุกๆวันเพื่อฟังเสียงเพลง จนวันหนึ่งขณะที่พระองค์หลบอยู่หลังต้นไม้ นางแม่มดได้มุ่งหน้ามาที่หอคอย นางร้องเรียกราพันเซลดั่งเคย
"ราพันเซล ราพันเซล!
ปล่อยผมยาวๆของเจ้าลงมาที!"
หญิงสาวจึงปล่อยผมลงมาและนางแม่มดก็ปีนขึ้นไป
เมื่อนั้นเจ้าชายจึงรู้ว่าทำอย่างไรจึงจะได้ขึ้นไปบนหอคอย
วันต่อมา ซึ่งเป็นเวลาหัวค่ำ บรรยากาศเริ่มมืดมัว พระองค์ได้มุ่งหน้าไปที่หอคอย แล้วส่งเสียงเหมือนกับนางแม่มด
"ราพันเซล ราพันเซล!
ปล่อยผมยาวๆของเจ้าลงมาที!"
ได้ยินดังนั้น ราพันเซลก็ปล่อยผมลงมา เจ้าชายจึงปีนขึ้นไป


วินาทีแรกที่ราพันเซลพบเจ้าชาย นางก็เกิดความหวาดกลัวเนื่องจากนางไม่เคยพบผู้ชายคนใดมาก่อน แต่เจ้าชายก็พยายามพูดคุยเพื่อคลายความกลัวของนาง
พระองค์พูดคุยกับนางด้วยความเป็นมิตรแล้วสารภาพว่าพระองค์ได้ตกหลุมรักนางในทันทีที่ได้ยินเสียงอันไพเราะของนาง และพระองค์ทรงอยู่อย่างสงบไม่ได้หากไม่ได้พบเจ้าของเสียงๆนั้น
ความกลัวของหญิงสาวมลายหายไปสิ้น ครั้นเมื่อเจ้าชายทรงเอ่ยถามว่านางจะตกลงหรือไม่หากพระองค์จะของให้นางเป็นภรรยาของพระองค์ นางก็คิดในใจว่า
"เขาคงจะดูแลข้าได้ดีกว่าแม่เฒ่าเฟรา กอธเทล(Frau Gothel)นั่น..." นางตอบตกลงและวางมือบนพระหัตถ์ของเจ้าชาย
"ข้ายินดีที่จะไปกับท่าน แต่ข้าไม่รู้ว่าจะลงไปจากที่นี่ได้อย่างไร เมื่อใดที่ท่านมาถึง โปรดนำเส้นไหมมาด้วย ข้าจะนำมาถักเป็นเปีย เมื่อสำเร็จข้าก็จะนำมันเป็นบันไดเพื่อปีนลงจากหอคอย จากนั้นท่านจงพาข้าไปด้วยม้าของท่าน"
นางแม่มดไม่เคยเอะใจ จนกระทั่งวันหนึ่งด้วยความสิ้นคิดหญิงสาวได้เผลอกล่าวกับนางว่า
"ท่านแม่เฒ่าเฟรา ทำไมข้าถึงดึงท่านขึ้นมาได้ยากเย็นนัก ไม่เหมือนเจ้าชายที่ขึ้นมาหาข้าเลย ปกติเวลานี้เขาจะมาแล้วนะ"
"นังเด็กสารเลว!" แม่มดคร่ำครวญ เมื่อได้ยินหญิงสาวกล่าว
"เจ้าทำอะไรลงไป?!! ข้าคิดว่าการนำเจ้ามาอยู่บนนี้จะป้องกันเจ้าจากโลกทั้งปวงได้ แต่เจ้ากลับทำมันพังหมด!"
ด้วยความโมโห นางคว้าผมของราพันเซลขึ้นมา และตัดมันด้วยกรรไกร
นางแม่มดนำหญิงสาวไปทิ้งในสถานที่ห่างไกลอย่างไร้ความปรานี ที่นั่นหญิงสาวต้องอยู่อย่างทุกข์ทรมาน
ในวันเดียวกันที่ราพันเซลถูกนำตัวไปที่อื่น เจ้าชายก็มาถึง
"ราพันเซล ราพันเซล!
ปล่อยผมยาวๆของเจ้าลงมาที!"
นางแม่มดนำผมของราพันเซลปล่อยลงมาจากหอคอยและเจ้าชายก็ปืนขึ้นไป
แทนที่จะพบหญิงสาวอันเป็นที่รัก พระองค์พบกับนางแม่มดที่แสนน่าเกลียดน่ากลัว
"เจ้านี่เอง!" นางแม่มดคำราม
"เจ้ามาที่นี่เพื่อจะพบคนรักของเจ้า แต่นกน้อยสวยงามนั้นไม่ได้อยู่ในรังตลอดไปหรอก! ไม่มีอีกแล้วเสียงเพลงเจื้อยแจ้ว แมวจับนางไป และจะควักลูกตาเจ้าออกมาด้วย! เจ้าสูญเสียนางไปแล้ว เจ้าจะไม่มีวันได้เจอนางอีก!!!"
ด้วยความสิ้นหวัง เจ้าชายกระโดดลงมาจากหอคอย พระองค์วิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต แต่จากการกระโดดลงมาทำให้พระองค์เสียตาทั้งคู่ไป
เนื่องจากไม่สามารถมองเห็นอะไร พระองค์ได้แต่ทรงวนเวียนอยู่ในป่า เสวยหญ้าและรากไม้ประทังชีวิต คร่ำครวญถึงพระมเหสีอันเป็นที่รัก

วลาผ่านไปหลายปี พระองค์เร่ร่อนไปถึงสถานที่หนึ่งที่ห่างไกลออกไป ที่ๆราพันเซลและลูกแฝดทั้งสองที่กำเนิดจากพระองค์อาศัยอยู่ แล้วพระองค์ก็ได้ยินเสียงเพลงอันคุ้นเคย
เจ้าชายมุ่งหน้าไปตามต้นกำเนิดเสียง ทันใดนั้น ราพันเซลก็เห็นเข้าและจำได้ว่าพระองค์คือใคร นางร้องไห้ออกมาด้วยความปลาบปลื้มพลางวิ่งเข้าไปสวมกอดผู้ที่เป็นสามี
น้ำตาของหญิงสาวอันเป็นที่รักร่วงหล่นลงมาที่ดวงตาของพระองค์ ทันใดนั้นดวงตาทั้งสองของพระองค์ก็กลับมองเห็นได้อีกครั้ง พระองค์พาราพันเซลและลูกทั้งสองกลับสู่พระราชวัง และครองชีวิตร่วมกันอย่างผาสุก


---------------------------------------------------


นิทานเรื่องราพันเซลของสองพี่น้องกริมม์จะมีอยู่2เวอร์ชั่นค่ะ ที่แปลให้อ่านเป็นเวอร์ชั่นสุดท้ายนะคะ ทั้งสองเวอร์ชั่นแทบจะไม่ต่างกันอะไร มีเพียงคำพูดและสำนวนต่างๆที่เพิ่มมาให้เนื้อเรื่องสะสวยงามมากขึ้นในเวอร์ชั่นแรก(ค.ศ. 1812) สองพี่น้องกริมม์เขียนว่าแม่เฒ่าเฟรา เกธเทลเป็นนางฟ้า(fairy)แต่ในเวอร์ชั่นสุดท้ายที่หยิบมาแปลให้อ่านสองพี่น้องกริมม์เขียนว่า เฟรา กอธเทลเป็นผู้วิเศษ(sorceress) แต่ขออนุญาติเรียกว่าแม่มดละกันนะคะ
ส่วนเวอร์ชั่นอื่นๆของราพันเซล หรือเทพนิยายที่เกี่ยวข้องก็มักจะมีสาวสวยกับหอคอยอยู่ในเรื่อง และรายละเอียดก็จะแตกต่างไปบ้าง และจากที่อ่านๆดูส่วนใหญ่เจ้าหญิงจะถูกตั้งชื่อตามชื่อของผักสวนครัวทั้งนั้นเลย ^^ ลองมาอ่านเรื่องเล่าจากที่อื่นๆดูกันนะคะ...

.

.

หญิงสาวบนหอคอย (Maiden in the Tower)


เรื่องเล่าโดย Charlotte Rose de Caumont de la Force จากประเทศฝรั่งเศส ปี 1697


าลครังหนึ่งนานมาแล้วมีคู่สามีภรรยาที่ต้องการจะมีลูกมากๆ พวกเขาได้รับคำแนะนำให้ไปขอพรที่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่ง ระหว่างทางกลับบ้านผู้เป็นภรรยาได้ตั้งครรภ์ขึ้น ขณะที่ผ่านสวนผลไม้แห่งหนึ่ง ภรรยาเกิดมองเห็นผลไม้น่ากินและอยากได้มันมากิน สามีเตือนหญิงสาวว่าหากใครมาพบว่าพวกเขาขโมยของคนอื่นจะไม่ดี แต่นางกลับไม่ใส่ใจและตรงไปเก็บผลไม้
นางเก็บผลไม้มากินอย่างอิ่มเอมและเก็บส่วนหนึ่งกลับไปที่รถม้า ทันใดนั้นเองหญิงสาวร่างเล็กคนหนึ่งก็ปรากฏตัวและถามว่าเหตุใดจึงมาขโมยผลไม้ในสวนของนาง ภรรยาพยายามอธิบายเหตุผลให้หญิงเจ้าของสวนฟัง หญิงเจ้าของส่วนจึงให้ข้อเสนอว่า
"ข้าจะไม่ว่าอะไรที่เจ้ามาขโมยผลไม้จากสวนข้า แต่ถ้าลูกเจ้าเกิดข้าจะขอเป็นแม่ทูลหัวของเด็กคนนี้ได้หรือไม่? และข้าทำนายว่าเด็กคนนี้จะเป็นเพศหญิง"
เมื่อเด็กหญิงถือกำเนิด พวกเขาได้ผิดสัญญาต่อหญิงใจดีผู้นั้น พวกเขาจัดพิธีศีลจุ่มขึ้นโดยไม่มีใครเชิญนางมาร่วมงาน เมื่อนางรู้เข้าจึงไปฟ้องพี่สาวของนางซึ่งเป็นนางฟ้า2องค์
"พี่ข้า หญิงนั่นขโมยผลไม้จากสวนข้าไป และได้ผิดสัญญาที่จะให้ข้าเป็นแม่ทูลหัวของเด็กน้อยนั่น พวกมันจะต้องโดนลงโทษ เด็กน้อยจะต้องโดนพรากไปจากพวกมัน"
หญิงเจ้าของสวนมุ่งไปยังบ้านของพวกเขาพร้อมสุนัข2ตัว เมื่อไปถึงนางสั่นกระดิ่งหน้าบ้านแต่ไม่มีใครยอมมาเปิดให้ นางจึงสั่งให้สุนัขทั้งสองพังประตูเข้าไป นางตรงไปยังที่ๆเด็กน้อยอยู่แล้วออกคำสั่งให้สุนัขเอาตัวเด็กไป
"เจ้า! คราวนี้เจ้าคงจะรู้จักการทำตามสัญญาขึ้นบ้างแล้วนะ! นี่คือการลงโทษ และต่อไปนี้เจ้าจะไม่ได้เห็นหน้าลูกเจ้าอีก!!"
เมื่อกลับมาถึง นางฟ้าทั้งสององค์จัดพิธีแต่งตั้งให้หญิงใจดีเป็นแม่ทูลหัวของเด็กหญิง และตั้งชื่อให้เธอว่า พาร์ซิเล็ต(Parsilette) เด็กสาวได้รับพรให้สามรถร้องเพลงได้ไพเราะไปไกลถึง7โยชน์ในทั่วทุกทิศ และเป็นหญิงสาวสวยงามเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์
หญิงใจดีและพี่สาวทั้งสองดูแลเด็กสาวเป็นอย่างดี นางได้ทุกๆอย่างในสิ่งที่ต้องการ เมื่อนางโตเป็นสาว นางก็กลายเป็นหญิงสาวที่งดงามหมดจด ชายหนุ่มคนใดผ่านมาจะต้องเหลียวมองไปที่นางทุกครั้ง นางร้องเพลงไพเราะจนทำให้ทุกคนต่างพยายมเข้ามาฟังเสียง จนในที่สุดแม่ทูลหัวจึงปรึกษากับเหล่าพี่สาวว่า
"เราควรจะเอานางไปไว้บนหอคอยนะ เพื่อที่จะได้ไม่มีใครมาพรากนางไปจากเราได้"
ดังนั้นพาร์ซิเล็ตจึงถูกนำตัวไปขังบนหอคอยสูงที่ห่างจากบ้าน3โยชน์ ที่นั่นนางมีสิ่งของเครื่องใช้ทุกอย่างเพียบพร้อม นางมีแม้กระทั่งนกแก้วที่เอาไว้พูดคุยยามเหงา แม่ทูลสั่งไว้ว่าเมื่อใดที่หญิงสาวได้ยินนางร้องเรียกว่า
"พาร์ซิเล็ตที่รัก โยนผมของเจ้าลงมา" นั่นคือรหัสลับในการเปิดประตู
วันหนึ่งเจ้าชายเมืองข้างๆที่ห่าง7โยชน์ได้ยินเสียงเพลงของนาง ก็ทรงคิดว่าช่างเป็นเสียงที่ไพเราะและจะต้องตามหานางให้ได้ พระองค์เดินทางมาตามเสียงของนางและถามไถ่จากคนรอบข้าง และได้รับรู้คำตอบว่านางคือเจ้าหญิงแสนสวยที่ถูกขังอยู่บนหอคอย
เมื่อพระองค์ไปถึงบริเวณหอคอย ก็เห็นแม่ทูลหัวกำลังร้องเรียกหญิงสาว เพื่อที่จะนำอาหารขึ้นไปให้
เมื่อแม่ทูลหัวจากไป เจ้าชายก็ใช้คำพูดนั้นตะโกนเรียกพาร์ซิเล็ต หญิงสาวเข้าใจว่าเป็นแม่ทูลหัวที่กลับมาเพราะลืมบางอย่างจึงได้ยอมให้เขาเข้ามา ครั้งแรกที่เห็นเจ้าชายนางตกใจและคิดจะวิ่งหนี แต่เมื่อเจ้าชายได้พูดคุ